หน้าแรก รัฐธรรมนูญจากข่าว "วสันต์" อ้าง รธน.ฉบับภาษาอังกฤษ ยันทำถูกต้อง สั่งสภาชะลอ แก้ รธน.

ผู้มาเยือน

เรามี 70 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สำหรับ สมาชิก



"วสันต์" อ้าง รธน.ฉบับภาษาอังกฤษ ยันทำถูกต้อง สั่งสภาชะลอ แก้ รธน.

วสันต์ ให้ดู รธน.ภาษาอังกฤษ
 เมื่อ วันที่ 6 มิ.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึง การดำเนินการ ยื่นถอดถอน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้ไม่รู้สึกเครียด ยังสบายใจดี แม้จะมี ผู้ยื่นถอดถอน หรือ ถูกวิจารณ์ในแง่ลบ การยื่นถอดถอนนั้น ทำได้ ใครจะทำอะไรก็ทำไป ส่วนตัวไม่ได้กังวล ยืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจสั่งให้ รัฐสภา ชะลอ การลงมติ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้ เพราะ หากไม่ชะลอ การไต่สวนของศาล จะไร้ผล ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำร้อง ระบุในเนื้อหาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญลักษณะนี้ จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลง การปกครอง เป็นระบอบใหม่ จึงเกิดคำถามว่า สมควรหรือไม่ ที่จะต้องตรวจสอบ เพื่อให้ความมั่นใจต่อสังคม เพราะ หากมีสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว พลิกประเทศจริง จะทำอย่างไร ส่วนการตีความ มาตรา 68 นั้น ขอให้ไปดู รัฐธรรมนูญ ฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ จะชัดเจนว่า การยื่นคำร้อง เป็นเรื่องของ ผู้ทราบ ไม่ใช่เรื่องของ อัยการสูงสุด เพียงอย่างเดียว


ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึง พรรคเพื่อไทย เตรียมล่าชื่อ ส.ส.เพื่อ ถอดถอน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่มีคำสั่งให้รัฐสภา รอการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ในวาระ 3 โดยอ้างกระทำผิดขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 - 274 การถอดถอนทำได้ 3 กรณี คือ ส่อว่าร่ำรวยผิดปกติ ส่อว่าทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือ ส่อว่ากระทำผิดจริยธรรมด้วยไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่ง เข้าใจว่า พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นถอดถอนตุลาการ คือ ข้อหาส่อว่ากระทำผิดจริยธรรม ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าว เป็นกระบวนการทางการเมือง มีขั้นตอนจะต้องให้ วุฒิสภา ตรวจสอบก่อน จากนั้นค่อยส่งมายัง ป.ป.ช. หาก ป.ป.ช.ไต่สวนแล้ว เห็นว่ามีมูล ถึงจะส่งให้ ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติถอดถอน ต่อไป          

ด้านนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวว่า การถอดถอนตุลาการ ต้องใช้เสียงของ ส.ว. 3 ใน 5 ของ ส.ว.ทั้งหมดเท่าที่อยู่ หรือ ประมาณ 90 คน จึงเป็นเรื่องยาก ที่ตุลาการ จะถูกถอดถอน

ทีมกฎหมายสภาชี้ไม่ใช่คำวินิจฉัย
เวลา 11.00 น. ที่ รัฐสภา นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย ของ ประธานรัฐสภา พร้อมทีมกฎหมายรัฐสภา แถลงว่า ตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีหนังสือที่ ศร 006/440 เรื่อง แจ้งคำสั่งศาล ลงวันที่ 1 มิ.ย. 2555 มายัง เลขาธิการสภา ให้แจ้ง ประธานรัฐสภา ให้รอการดำเนินการเกี่ยวกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน จนกว่าศาล จะมีคำวินิจฉัยนั้น ตนในฐานะเลขาธิการสภา นำเรียนต่อ ประธานรัฐสภา เพื่อทราบ โดยมีความเห็นของ คณะกรรมการเสนอไปด้วย 6 ข้อดังนี้

1. มาตรา 3 ของ รัฐธรรมนูญกำหนดว่า พระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจอธิปไตยทาง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ ศาล ตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐสภา ครม.และ ศาล ต้องเป็นไป ตามที่กำหนดไว้โดยชัดแจ้ง ในรัฐธรรมนูญ เท่านั้น เป็นผลให้ การที่ รัฐสภาจะผูกพัน ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง หรือ คำวินิจฉัยใด ขององค์กรใด จะต้องมี บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ โดยชัดแจ้ง ให้ผูกพันหรือปฏิบัติตาม

2. มาตรา 216 กำหนดให้ คำวินิจฉัยของ ศาล ให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพัน รัฐสภา โดย คำวินิจฉัยนั้น ต้องทำโดย องค์คณะตุลาการ ไม่น้อยกว่า 5 คน ซึ่ง ทุกคนต้องทำความเห็น ในคำวินิจฉัยในส่วนตน และประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา แต่ คำสั่งของศาลดังกล่าว ไม่ปรากฏว่า มีลักษณะตามที่ มาตรา 216 กำหนด จึงไม่เป็น คำวินิจฉัยของศาล ตามรัฐธรรมนูญ อันมีผลผูกพัน รัฐสภา

สั่งเลขาธิการสภา ไม่ใช่ ปธ.สภา
3. คำสั่งของศาล ดังกล่าว ใช้แบบหนังสือเรียกเอกสาร หลักฐาน หรือ บุคคล โดยอาศัยอำนาจ ตาม มาตรา 68 วรรค 2 ประกอบ มาตรา 213 วรรค 1 และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ประกอบ ข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย วิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 6 อันเป็นการใช้อำนาจ กำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราว แต่ รัฐสภา มิใช่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น อันอยู่ภายใต้บังคับของ มาตรา 213 ของ รัฐธรรมนูญ รัฐสภา จึงไม่ผูกพันต้องปฏิบัติตาม คำสั่งดังกล่าว

4. มาตรา 291 กำนดให้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจหน้าที่ ของ รัฐสภา และ การปฏิบัติหน้าที่ ของ สมาชิกรัฐสภา ต้องเป็นไปตาม มาตรา 122 ที่กำหนดว่า สมาชิกรัฐสภา ย่อมเป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ใน ความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือ ความครอบงำใดๆ และ ต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อ ประโยชน์ส่วนรวม ของ ปวงชนชาวไทย

5. คำสั่ง ของศาล ดังกล่าว เป็นการออกคำสั่ง ต่อ เลขาธิการสภา ให้แจ้ง ประธานรัฐสภา มิใช่ออกคำสั่ง ต่อ ประธานรัฐสภา หรือ รัฐสภา และ

6. การดำเนินการ ของ ประธานรัฐสภา และ รัฐสภา ในเรื่องนี้ อาจส่งผลต่อ บรรทัดฐาน การปฏิบัติหน้าที่ ในอนาคต ของ ฝ่ายนิติบัญญัติ

ยืนยันไม่มีผลผูกพันกับรัฐสภา
เมื่อถามว่า ท่าทีของ คณะกรรมการ แสดงว่า รัฐสภา จะโหวต รัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 ได้ เลขาธิการสภา กล่าวว่า เป็นเพียงความเห็น ให้ ประธานสภา ประกอบการตัดสินใจ จึงเป็นหน้าที่ของ ประธานสภา จะใช้ดุลพินิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้ มีมาตั้งแต่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภา และ ทุกเรื่อง ที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ ก็จะมาคุยกัน ก่อนเสนอต่อ ประธานสภา และ การพิจารณาเรื่องนี้ เป็นไป ตามกรอบกฎหมาย เพราะ คณะกรรมการทุกคน มาจาก ฝ่ายกฎหมาย ของ รัฐสภา แต่ เราไม่ได้ดูถึง ตีความของ มาตรา 68 แต่เราพิจารณาเพียง ศาล มีคำสั่งให้เราทำอย่างไร หรือ ไม่ดำเนินการอะไร มีผลผูกพันและ ผลต่อความคิดเห็นอย่างไร ก่อนหน้านั้น เราไม่ได้พิจารณาว่า ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ถือว่า ศาลสั่งแล้ว คงจะชอบ แต่ คณะกรรมการมองว่า คำสั่งของศาลนั้น ไม่ผูกพัน รัฐสภา

ผมประชุมคณะกรรมการ ครั้งแรก ตั้งแต่ วันที่ 1 มิ.ย.ได้รับคำสั่งจาก ศาล และ นำความกราบเรียนไปแล้ว และ ประธานสภา รับทราบ ก็พยายามหาข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ว่า มีประเด็นอื่นๆ หรือไม่ ประกอบการใช้ดุลพินิจ ดังนั้น หากมีการลงมติ ในวาระ 3 จะเข้ากระบวนการ ตาม รัฐธรรมนูญต่อไป นายพิทูร กล่าว

เมื่อถามว่า ผู้ที่ลงมติ จะมีผลกระทบ หรือไม่ หากเชื่อ ตามที่ กรรมการเสนอไป นายพิทูร กล่าวว่า เรา สุจริต ไม่มีฝักใฝ่พรรคใด ความผูกพัน ก็แบ่งส่วนกันไป ใครคิดเห็นอย่างไร ก็ไม่เป็นไร เพราะ กรรมการ มีความรักชาติบ้านเมือง เช่นกัน

วสันต์ ยัน มีอำนาจรับคำร้อง
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อม นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษก ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะ ร่วมกันแถลงชี้แจงถึง กรณี ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ รัฐสภา ชะลอการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ออกไปก่อน จนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัย

นายพิมล แถลงว่า ตุลาการ พิจารณาอย่างรอบคอบ การร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มีการแปรญัตติว่า การกระทำดังกล่าว สามารถยื่นต่อ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทันที จนมาเป็น มาตรา 63 วรรค 2 ของ รัฐธรรมนูญ 2540 และ มาตรา 68 ของ รัฐธรรมนูญ 2550 เปลี่ยนแปลงเพียงคำว่า ผู้รู้เห็น มาเป็น ผู้ทราบการกระทำ ซึ่ง ศาล วินิจฉัยว่า การดำเนินการตาม มาตรา 68 ทำได้ 2 ช่องทาง คือ ยื่นผ่าน อัยการสูงสุดและ ยื่น ศาลรัฐธรรมนูญ

นายวสันต์ กล่าวว่า ตามคำร้อง อ้างว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นผลให้ ยกเลิก รัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ ซึ่ง เป็นการล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตย ให้เป็น การปกครองอย่างอื่น ข้อกล่าวหาอย่างนี้ ใหญ่พอให้ศาลพิจารณา เรื่องจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงการปกครอง จะให้เป็นอำนาจของ อัยการสูงสุดเพียงอย่างเดียวหรือ และ ขณะนี้ ยังอยู่ในชั้น รับคำร้อง ซึ่ง ศาลไม่ได้สั่งให้รัฐสภาหยุดการพิจารณา แต่ มีหนังสือแจ้ง สำนักเลขาธิการสภาว่า ขอให้แจ้ง ประธานสภา ส่วนสภาจะดำเนินอย่างไร เป็นเรื่องของสภา หากเกิดอะไรขึ้น สภาต้องรับผิดชอบ

สภาชี้ ไม่มีผลผูกพัน-แค่ความเห็น
นายวสันต์ กล่าวว่า ส่วนที่ เลขาธิการสภา ระบุ หนังสือขอให้ชะลอการพิจารณา ของ ศาล ไม่มีผลผูกพัน รัฐสภา ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 216 ประกอบมาตรา 213 นั้น ก็เป็นความเห็นทางกฎหมาย นักกฎหมายตีความกันไป เก่งกันทั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกา มีคำพิพากษา ก็บอกว่าไม่ใช่ เหลือแต่ศาลเจ้า ดังนั้น จะเห็นอย่างไร ก็ตามใจเขา
ยืนยัน ไม่มีใครมาสั่ง ชี้นำเราได้ เราระวังมาก กับการก้าวล่วง อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ทั้ง 9 คน เรารู้ตัวดีว่า ไม่มีอำนาจอื่นใด การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขากล่าวหาว่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วจะให้ ศาลรัฐธรรมนูญเพิกเฉย เท่ากับว่า จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป อย่างนั้นได้หรือ มันต้องไต่สวนก่อน หากสภาจะให้ความร่วมมือ เลื่อนพิจารณาไปสักเดือนเศษ ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะ คณะตุลาการ คาดการณ์ว่า 1 สัปดาห์หลังการไต่สวน จะมีคำวินิจฉัยได้ นายวสันต์ กล่าว

เมื่อ ถามว่า หลายฝ่ายมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ตกเป็นเครื่องมือการเมือง นายวสันต์ กล่าวว่า จะเป็นเครื่องมือ ของใคร ฝ่ายไหน เมื่อถามว่า ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของ อำมาตย์หรือชนชั้นสูง นายวสันต์ ย้อนถามว่า ใครเป็นอำมาตย์ และ ใครเป็น หัวหน้าอำมาตย์ คนที่เป็น อำมาตย์ตัวจริง คือ นายกฯ ที่มีอำนาจสูงสุด ของ ประเทศไทย ความจริง ถ้า ผู้ร้อง ยื่นร้องมาก่อนหน้านี้ เราจะมีเวลาทำงาน แต่ เขามายื่นในสถานการณ์ขณะนี้ มันทำให้วุ่นวาย ทุกประเด็น ที่มีการกล่าวหา ศาล ทางคณะตุลาการ ได้คุยก่อนหน้านี้ไว้หมดแล้ว ว่าจะโต้แย้งอะไรบ้าง

พบว่า มีความผิดจริง-ถึงยุบพรรค
เมื่อ ถามว่า ถ้า รัฐสภา เดินหน้า ประชุมลงมติ วาระ 3 ศาล จะยังคงไต่สวนในวันที่ 5-6 ก.ค.หรือไม่ และ คำวินิจฉัยของศาล มีสภาพบังคับย้อนหลัง ได้หรือไม่ รวมถึง บทลงโทษกับ ผู้ที่กระทำการล้มล้างเป็นอย่างไร นายวสันต์ กล่าวว่า สิ่งที่ถาม เป็นเรื่องอนาคต ยังไม่เกิดขึ้น ถ้ ามีการประชุมสภาพิจารณา วาระ 3 คณะตุลาการ ต้องคุยกันว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และ ถ้าเดินหน้าไต่สวน แล้วมีคำวินิจฉัย จะมีผลย้อนหลัง ได้หรือไม่ ส่วน โทษ หากพบว่า มีการกระทำล้มล้าง ตาม มาตรา 68 กำหนดว่า ให้ศาล สั่งให้หยุดการกระทำนั้น และ อาจมีคำสั่งยุบพรรค หรือไม่ก็ได้ ซึ่ง เป็นดุลยพินิจ ส่วนจะยุบพรรค ที่เป็นผู้เสนอร่างแก้ไข หรือ พรรค ที่ส.ส.ยกมือโหวต ก็ต้องพิจารณากันอีกที

นายวสันต์ กล่าวถึง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาดำเนินการ เหมือนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่กลับไม่มีการร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า เป็นการล้มล้างการปกครอง หรือไม่ว่า การแก้ไขในขณะนั้น ใช้ รัฐธรรมนูญ 2534 มาเป็นฐานแก้ไข ซึ่ง รัฐธรรมนูญ 2534 ไม่มี ศาลรัฐธรรมนูญ มีแต่ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ รัฐธรรมนูญ 2534 บัญญัติให้มีหน้าที่ เฉพาะวินิจฉัยบทบัญญัติของกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ และ ไม่มีบทบัญญัติในเรื่องของ สิทธิประชาชน ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่ง เรื่องดังกล่าว มามีอยู่ใน รัฐธรรมนูญ 2540 รวมถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง รัฐธรรมนูญ 50 นำบทบัญญัติดังกล่าว มาบัญญัติไว้ด้วย

เมื่อถามว่า คิดหรือไม่ว่า สถานการณ์อาจรุนแรง จนไม่ได้อยู่ไต่สวนในวันที่ 5-6 ก.ค.นี้ นายวสันต์กล่าวว่า ไม่น่ามีอะไรเกิดขึ้น ถ้า ทำอย่างนั้น ถือว่า ใช้อำนาจนอกระบบ ทำไมไม่เข้าสู่กติกา มาชี้แจง ตุลาการแต่ละคน อายุมาก วันหนึ่งก็ตายแล้ว ซึ่ง ต่อไปจะไม่พูด ไม่ให้สัมภาษณ์อีก สุดท้าย แม้ศาลจะพิจารณาเห็นว่า การแก้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้เป็นไป เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างน้อย ยังมีสัญญาประชาคมจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่า จะไม่กระทำการเช่นนั้นจริงๆ

′เกษียร′ ซัด ปธ.ศาลรธน.เล่นเกม ไวยากรณ์อังกฤษ
วันเดียวกัน นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ "เกม ไวยากรณ์อังกฤษ ของ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ" มีเนื้อหาระบุว่า วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงการตีความ มาตรา ๖๘ ของร ธน. ๒๕๕๐ ว่า: "ขอให้ไปดู รัฐธรรมนูญ ฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ จะชัดเจน" เอ้ามาดูกัน

มาตรา ๖๘ วรรค ๒ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มีความว่า:
"ในกรณีที่ บุคคล หรือ พรรคการเมืองใด กระทำการตาม วรรคหนึ่ง ผู้ทราบ การกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิ เสนอเรื่องให้ อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริง และ ยื่นคำร้องขอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการ ให้เลิกการกระทำดังกล่าว..."
คำแปลภาษาอังกฤษ ฉบับทางการของรัฐสภาเอง คือ
"In the case where a person or a political party has committed the act under paragraph one, the person knowing of such act shall have the right to request the Prosecutor General to investigate its facts and submit a motion to the Constitutional Court for ordering cessation of such act..."

อันนี้สงสัย ท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ จะเล่นเกมไวยากรณ์ ให้ผมเดานะ คือแกเล่นมุขว่า ตกลง "submit a motion to the Constitutional Court for ordering cessation of such act..." เนี่ย มันขยายส่วนไหน?
ขยาย ๑) "the person knowing of such act shall have the right to request the Prosecutor General to investigate its facts and (the right to) submit a motion..." หรือว่า
ขยาย ๒) to request the Prosecutor General to investigate its facts and (request the Prosecutor General to) submit a motion...."

สรุปคือ วสันต์ ใช้ความกำกวม ของ ไวยากรณ์อังกฤษ ว่า วลีหลังนี้ อะไรเป็นประธานของกริยา submit ระหว่าง "the person" หรือ "the Prosecutor General" มาอ้างตีความแบบ ๑) "the person" ขณะที่ในความเห็นผม ควรตีความไวยากรณ์ตรงนี้แบบ ๒) "the Prosecutor General"


 
 

ราคาน้ำมันวันนี้

อุณหภูมิวันนี้