หน้าแรก รัฐธรรมนูญจากข่าว คำวินิจฉัย ศาล รธน. ยกคำร้อง

ผู้มาเยือน

เรามี 8 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สำหรับ สมาชิก



คำวินิจฉัย ศาล รธน. ยกคำร้อง

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นั่งบัลลังก์ อ่าน คำวินิจฉัย การแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นการ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ หรือไม่ โดย องค์คณะ ได้มอบหมายให้ นายบุญส่ง กุลบุปผา และ นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้อ่าน คำวินิจฉัย โดย นายบุญส่ง แจ้งว่า ศาล จะอ่าน เฉพาะประเด็น ที่ศาลมี คำวินิจฉัย เท่านั้น ใน  4 ประเด็นคือ ประเด็นที่ 1. ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจ รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย หรือไม่ 2. ศาล จะวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา  291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ ได้หรือไม่ 3. การกระทำ ของ ผู้ถูกร้อง เป็น การล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือ เพื่อ ให้ได้มา ซึ่ง อำนาจปกครองประเทศ ซึ่ง ไม่ได้เป็นไป ตาม รัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 68 วรรค 1 หรือไม่ และ 4. หากมีการกระทำ ตามประเด็นที่ 3 จะมีผลถึง การยุบพรรค หรือไม่ และ เพิกถอน สิทธิเลือกตั้ง หัวหน้าพรรค และ กรรมการบริหารพรรค หรือไม่

นายบุญส่ง อ่าน คำวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจ ในการรับไว้พิจารณา ตาม มาตรา 68 หรือไม่ มีประเด็นที่ ทางพรรคเพื่อไทย ผู้ถูกร้องที่ 3 ได้ยื่นคำร้อง ขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยในข้อกฎหมาย ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจ รับคำร้องของ ผู้ร้องทั้ง 5 ไว้พิจารณาวินิจฉัยตาม มาตรา 68 วรรคสอง ของ รัฐธรรมนูญ หรือไม่ ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคล จะใช้สิทธิและเสรีภาพ ตาม รัฐธรรมนูญ เพื่อ ล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ตาม รัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มา ซึ่ง อำนาจในการปกครองประเทศ โดย วิธีการ ซึ่ง มิได้เป็นไป ตาม วิถีทาง ที่ บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้ มิได้ และ วรรคสอ งบัญญัติว่า ในกรณีที่บุคคล หรือ พรรคการเมืองใด กระทำการ ตาม วรรคหนึ่ง ผู้ทราบ การกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่อง ให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และ ยื่นคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการ ให้เลิกการกระทำ ดังกล่าว แต่ ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือน การดำเนินคดีอาญา ต่อ ผู้กระทำการ ดังกล่าว เป็น บทบัญญัติ ที่จะให้สิทธิ แก่ ผู้ที่ทราบ การกระทำ อันเป็น การฝ่าฝืน ข้อห้าม ตาม มาตรา 68 วรรคหนึ่ง เพื่อ ให้มี การตรวจสอบการกระทำ ดังกล่าวได้  โดย ให้มีสิทธิ  2 ประการคือ ประการที่ 1 เสนอเรื่องให้ อัยการสูงสุด ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และ ยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ และ ใน ประการที่ 2 สามารถยื่นขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำ ดังกล่าวได้ เพราะ อำนาจในการตรวจสอบ และ วินิจฉัยดังกล่าว ตามที่ผู้ร้อง ใช้สิทธิตาม มาตรา 68 วรรคสอง เป็น อำนาจหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด มีเพียง ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และ ยื่นคำร้อง ต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น หาได้ตัดสิทธิ ผู้ร้อง ที่ต้องการยื่น คำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ เมื่อ ผู้ร้อง ได้เสนอเรื่องให้ อัยการสูงสุด ตรวจสอบแล้ว ชอบที่จะใช้สิทธิ ตาม ประการที่ 2 คือ การยื่นคำร้องโดยตรง ต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้

นายบุญส่ง อ่าน คำวินิจฉัย ว่า ศาลเห็นว่า การแปลความ ดังกล่าวนี้ จะสอดคล้องต่อ เจตนารมณ์ใน มาตรา 68 ซึ่ง บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ และ เป็นไปเพื่อการรับรองสิทธิ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 69 ที่ว่า บุคคล ย่อมมิสิทธิ ต่อต้าน โดยสันติวิธี ซึ่ง การกระทำใด ๆ ที่เป็นไป เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ โดย วิธีการ ซึ่ง มิได้เป็นไป ตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้ เนื่องจาก การที่ ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำสั่งให้เลิกการกระทำ ที่อาจเป็น การใช้สิทธิและเสรีภาพ ตาม รัฐธรรมนูญ เพื่อ ล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ตาม รัฐธรรมนูญ หรือ เพื่อให้ได้มา ซึ่ง อำนาจในการปกครองประเทศ โดย วิธีการ ซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ได้นั้น การกระทำ ดังกล่าว จะต้องดำเนินการอยู่ และ ยังไม่เกิดผล ศาลรัฐธรรมนูญ จึงจะมีคำวินิจฉัย สั่งให้เลิก การกระทำนั้นได้ หาไม่แล้ว คำสั่ง ของ ศาลรัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 68 วรรคสอง ก็จะเป็น การพ้นวิสัย ที่สามารถใช้บังคับได้ ทั้ง สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตาม มาตรา 68 นี้ มีหลักการสำคัญ มุ่งหมายให้ ชนชาวไทย ทุกคน มีส่วนร่วม ในการปกป้อง พิทักษ์รักษา การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และ การเข้าสู่อำนาจ ในการปกครองประเทศ ให้เป็นไป ตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ มิให้ถูก ล้มล้าง โดยสภาพ จึงเป็นมาตรการ ป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อ จะได้มีโอกาสตรวจสอบ และ วินิจฉัยสั่งการ ให้เลิก การกระทำ ที่จะเป็น อันตราย ต่อ ระบบการปกครอง และ การล้มล้าง ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพราะ ถ้าหากปล่อยให้เกิดการกระทำ ที่เป็นภัยร้ายแรง ต่อ รัฐธรรมนูญ และ ระบอบการปกครอง ตาม รัฐธรรมนูญขึ้นแล้ว ย่อม สุดวิสัย ที่จะแก้ไขกลับคืนดีได้ เช่นนี้แล้ว ประชาชน ผู้ทราบเหตุ ตาม มาตรา 68 วรรคสอง เพื่อให้ประชาชน ใช้สิทธิของตน ต่อต้านการ  กระทำนั้นโดยสันติวิธี เนื่องจาก เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญมาตรานี้ มิได้มุ่งหมายเพื่อลงโทษ ทางอาญา หรือ การลงโทษ ทางรัฐธรรมนูญ เท่านั้น แต่ยังหมายถึง ยังสั่งให้เพิกถอนตาม มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ก่อนการกระทำนั้นจะเกิดผล การมีอยู่ของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และ 69 ของ รัฐธรรมนูญนี้ จึงเป็นไปเพื่อรักษา และ คุ้มครอง รัฐธรรมนูญเอง ตลอดจน หลักการที่รัฐธรรมนูญ ได้รับรองและกำหนด กรอบไว้ให้เป็นเจตนารมณ์หลัก ทางการเมืองของชาติ คือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และ ป้องกันการกระทำ ซึ่ง อำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่ง มิได้บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ความมุ่งหมาย ของ รัฐธรรมนูญ ประการนี้ ต่างหาก ที่ถือเป็นเจตนารมณ์หลัก ของ รัฐธรรมนูญ ที่ต้องยึดถือไว้ เป็นสำคัญ กว่า เจตนารมณ์ ของ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง แม้จะถือเป็นเครื่องมือ ค้นหาเจตนารมณ์ ที่แท้จริง ของ รัฐธรรมนูญได้ แต่ ความเห็นของ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ คนใดคนหนึ่ง ก็มิใช่ เจตนารมณ์ทั้งหมด ของ รัฐธรรมนูญ ทั้งหมด

นายบุญส่ง อ่าน คำวินิจฉัย ว่า แต่อย่างไรก็ตาม จาก รายงานการประชุม ของ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งการร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ยังพิจารณาได้ว่า สาระสำคัญ ของ การอภิปรายนั้นมีเจตนาร่วมกันอยู่ที่ การให้ประชาชน ใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผ่านกลไกของ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรานี้ เป็นสำคัญยิ่งกว่า ตัวบุคคล ผู้มีสิทธิเสนอคำร้อง การตีความของ ผู้มีสิทธิเสนอคำร้อง ต้องตีความไปในแนวทาง ยอมรับสิทธิ ไม่ใช่ จำกัดสิทธิ เพื่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญ สามารถเข้ามา ตรวจสอบ การกระทำ ที่อาจมีปัญหาตาม มาตรา 68 วรรคหนึ่ง เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้ สมดังเจตนาของ บทบัญญัติ ดังกล่าว กรณี อัยการสูงสุด ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ตาม มาตรา 68 วรรคสอง แล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่ง ประการใดจาก อัยการสูงสุด หากปล่อยให้มี การลงมติในวาระ 3 ลุล่วงไปแล้ว แม้ต่อมา อัยการสูงสุด จะยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย ว่า กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวนั้น เป็นไปโดยมิชอบด้วย มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ให้เลิกการกระทำนั้น ก็จะไม่สามารถบังคับตาม คำวินิจฉัย ในทางได้อีก รวมทั้ง ไม่อาจย้อนคืนแก้ไขผลที่เกิดขึ้น จากการกระทำ ดังกล่าว ได้ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมี อำนาจ รับคำร้อง ไว้พิจารณา และ วินิจฉัยได้ ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง

นายนุรักษ์ ได้อ่าน คำวินิจฉัย ว่า ประเด็นที่ 2 การแก้ไข รัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 291 จะนำไปสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ ได้หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า อำนาจในการก่อตั้ง องค์กรสูงสุด ทางการเมือง หรือ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจก่อตั้งองค์กร ทั้งหลาย และถือว่า มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ที่ก่อตั้งระบบกฎหมาย และ ก่อตั้งองค์กรทั้งหลาย ที่ใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญ เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้ง มีเพียง อำนาจที่ให้ไว้ ตาม รัฐธรรมนูญ จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะให้องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ กลับไปแก้ไข รัฐธรรมนูญ สำหรับประเทศไทย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบ ประมวลกฎหมาย ยึดหลักว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายของ รัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดวิธีการและเงื่อนไข แตกต่างไปจาก การแก้ไขกฎหมายทั่วไป

นายนุรักษ์  อ่าน คำวินิจฉัยว่า การตรา รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550 ผ่านการลงประชามติ ของผู้ใช้อำนาจอธิปไตย คือ การแสดงความเห็น จากประชาชน โดยตรง ประชาชน จึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมตาม มาตรา 291 แม้จะเป็น อำนาจของรัฐสภา ก็ตาม แต่การแก้ไขเพิ่มเติมโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ยังไม่สอดคล้องกับมาตรา 291 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรที่จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสมและเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291

นายนุรักษ์  อ่าน คำวินิจฉัย ว่า สำหรับประเด็นที่ 3 การกระทำ ของ ผู้ถูกร้อง เป็นการล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่ง อำนาจในการปกครองประเทศ โดย ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่ กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ศาล พิจารณาแล้ว เห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 มีเจตนารมณ์ เพื่อให้มี วิธีแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ขึ้น เป็น รายมาตรา เพื่อ ปฏิรูป การเมือง และ ปรับปรุงโครงสร้าง ทางการเมือง ขึ้นใหม่ เพื่อ ให้มีเสถียรภาพ และ ประสิทธิภาพ มากขึ้น ซึ่ง เป็น อำนาจ ที่ รัฐธรรมนูญ ให้ไว้ เพื่อ เป็นช่องทาง ในการแก้ไขปัญหา ที่อาจเกิดขึ้น จาก ข้อบกพร่อง ในตัว รัฐธรรมนูญ เอง หรือ ปัญหา จาก ข้อเท็จจริง ทางการเมือง และ มีความสอดคล้องต่อเนื่อง ในคราวเดียวกัน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ( ...) พ.ศ. ... จึงมีผล มาจาก รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน มีกระบวนการ จัดทำ และ เสนอเป็นวาระ การพิจารณาใน รัฐสภา ผ่านความเห็นชอบ วาระ 2 และ เตรียมเสนอพิจารณา ให้ความเห็นชอบใน วาระ 3 จึงยังไม่มี ข้อเท็จจริง ว่า มีการล้มล้าง การปกครอง ตามที่ผู้ร้อง กล่าวอ้าง อีกทั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็ยังไม่มีการจัดตั้งขึ้น การกล่าวของ ผู้ร้อง จึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า ซึ่ง ยังไม่มีผลแต่ประการใด และ มาตรา 291 บัญญัติไว้ชัดแจ้ง ว่า ญัตติ ขอแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ที่มีผลให้เปลี่ยนแปลง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือ เปลี่ยน รูปของรัฐ จะเสนอไม่ได้

นายนุรักษ์ อ่าน คำวินิจฉัย ว่า หากร่าง รัฐธรรมนูญ มีเนื้อหา เปลี่ยนแปลง การปกครอง หรือ เปลี่ยนแปลงแก้ไข หมวด พระมหากษัตริย์ ประธานสภา มีอำนาจ ยับยั้ง ให้ร่างฯนั้น ตกไปได้ หรือ สามารถยื่นเรื่องให้ สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และยื่นเรื่อง ให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการให้ยุติการกระทำนั้นได้ นอกจากนี้ เมื่อ พิจารณาคำชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา ของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และ นายภราดร ปริศนานันทกุล ซึ่ง เป็นฝ่าย ผู้ถูกร้อง ที่ล้วนเบิกความถึง เจตนารมณ์ในการดำเนินการ ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีเจตนา ล้มล้างการปกครอง โดย ผู้ถูกร้อง แสดงถึง เจตคติที่จะธำรงคงไว้ ซึ่ง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ไม่มีข้อเท็จจริงว่า มีการล้มล้าง การปกครอง ข้ออ้างทั้งหมดของผู้ร้อง จึงเป็นเพียงการคาดการณ์ และ ความห่วงใยใน สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอรับฟังว่า มีเจตนา ล้มล้างการปกครอง จึง วินิจฉัย ให้ยกคำร้อง ในส่วนนี้ และ เมื่อได้วินิจฉัย ในประเด็น ดังกล่าวแล้ว จึง ไม่จำเป็น ต้องวินิจฉัย ประเด็นที่ 4 ศาล มีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง ของ ผู้ร้องทั้ง 5.


 
 

ราคาน้ำมันวันนี้

อุณหภูมิวันนี้