หน้าแรก กฎหมายจากข่าว อุทธรณ์ยืน! ประหารชีวิตฆาตกรฆ่าหั่นศพ “สองแม่ลูกมาคิโน่!”

ผู้มาเยือน

เรามี 53 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สำหรับ สมาชิก



อุทธรณ์ยืน! ประหารชีวิตฆาตกรฆ่าหั่นศพ “สองแม่ลูกมาคิโน่!”

วันนี้ (10 ส.ค.2554) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 711 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.4099/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายสิริพงศ์ หรือ ใหญ่ กาญจนนิวิฐ หรือ กาญจนชมพู อายุ 43 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ เป็น จำเลย ในความผิดฐาน ฆ่า และ พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธปืน, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม, ซ่อนเร้นหรือย้ายทำลายศพ หรือ ส่วนของศพเพื่อปิดบังการตาย หรือ เหตุแห่งการตาย และ พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 279, 288, 289, 310, 335, 336 ทวิ, 371 กรณีเมื่อวันที่ 10 ต.ค.52 เวลา 24.00 น.จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ยิงนางสุนันท์ ศรีสุวรรณ และ ด.ช.โช มาคิโน่ บุตรชายของนางสุนันท์ หลายนัด จนถึงแก่ความตาย แล้วหั่นศพ ด.ช.โช แยกทิ้ง และ จำเลยยังใช้อาวุธปืนยิง ด.ญ.พิชญา หรือ น้องมิ้นท์ จงงามวิไล อายุ 13 ปีเศษ บุตรสาวของนางสุนันท์ หลายนัดจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 21 ก.ย.53 ให้ประหารชีวิต ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ส่วนข้อหา พยายามฆ่า ด.ญ.พิชญา ให้จำคุกตลอดชีวิต, จำคุก 6 ปีฐานชิงทรัพย์ฯ, ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังฯ ให้จำคุก 2 ปี, ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ให้จำคุก 6 ปี, ฐานซ่อนเร้นทำลายศพฯ จำคุก 1 ปี และ ข้อหาพกพาอาวุธปืนในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 1 ปี แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย สถานเดียว
อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ประชุมตรวจสำนวน และประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่ง เห็นว่าโจทก์มี ด.ญ.พิชญา เบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค.52 เวลา 22.30 น. จำเลยได้ขับรถแท็กซี่ไปรับ นางสุนันท์ มารดา และ ด.ช.โช ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางมายังคอนโดมิเนียมที่พักบริเวณรัชดาภิเษก แต่ระหว่างทาง จำเลยได้ขับรถออกนอกเส้นทาง ซึ่ง เมื่อนางสุนันท์ มารดาสั่งหยุดรถ จำเลยจึงหยิบอาวุธปืนในรถ หันมายิงมารดา แล้วเมื่อ ด.ช.โช ร้องไห้ จำเลย จึงได้ยิงซ้ำจนเสียชีวิต ส่วนพยาน เมื่อถูกยิง พยาน จึงแกล้งหมดสติ
ศาล เห็นว่า พยานดังกล่าวแม้ช่วงเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ ด.ญ.พิชญาน่าจะจดจำใบหน้าจำเลยได้ เพราะ จำเลยมีความสนิทสนม ซึ่ง เคยเป็นผู้เลี้ยงดู ด.ญ.พิชญามาก่อน อีกทั้ง การก่อเหตุยิงก็อยู่ในระยะประชิด จึงเชื่อว่า พยานไม่น่าจะให้การปรักปรำจำเลย เพราะไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน โดยที่ ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพียง กรรมเดียวกันนั้น ศาลอุทธรณ์ ไม่เห็นด้วย เนื่องจาก การกระทำของ จำเลย เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่อง 2 กรรม จึงเห็นควรพิพากษาแก้ลักษณะความผิดเป็นว่า ให้พิพากษาลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) 2 กรรม นอกจากนี้ให้เป็นไป ตามศาลชั้นต้นพิพากษา
ภายหลังฟัง คำพิพากษา นายสิริพงษ์ จำเลยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ขอยอมรับโทษประหารชีวิต ที่ศาลมีคำพิพากษา โดยจะไม่ขอยื่นฎีกาสู้คดีอีก รวมทั้ง ไม่คิดที่จะ ขอพระราชทานอภัยโทษด้วย โดยต้องการให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะที่ผ่านมา ตนก็ยอมรับสารภาพมาโดยตลอด ซึ่ง หลังจากนี้ตนจะได้เตรียมความพร้อมรับโทษต่อไป ทั้งนี้ ขณะที่ถูกคุมขังในเรือนจำตนยังกินอิ่มนอนหลับ และได้สวดมนต์นั่งสมาธิทุกวัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ อัยการยื่นฟ้อง ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค.52 เวลา 24.00 น.จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .38 ซึ่ง ไม่ได้รับอนุญาต ยิงนางสุนันท์ ศรีสุวรรณ หลายนัดถูกบริเวณกกหูด้านขวา ลำคอหน้าอก กระดูกไหปลาร้าข้างซ้าย จนถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ยังใช้ปืนยิง ด.ช.โช มาคิโน่ บุตรชายของนางสุนันท์หลายนัด ถูกบริเวณศีรษะ ลำตัว ต้นแขนขวา และ ปลายแขนขวา จนถึงแก่ความตาย สมดังเจตนา อันเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นอกจากนี้ จำเลยยังใช้อาวุธปืนยิง ด.ญ.พิชญา หรือ น้องมิ้นท์ จงงามวิไล อายุ 13 ปีเศษ บุตรสาวของนางสุนันท์หลายนัด แต่กระสุนถูกบริเวณหัวไหล่ขวา ข้อศอกซ้าย ซึ่ง ไม่ใช่อวัยวะสำคัญ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย ด.ญ.พิชญาได้ร้องขอชีวิต กับจำเลยไว้ จากนั้น จำเลยได้ลักเอาสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท จำนวน 1 เส้น สร้อยข้อมือทองคำหนัก 5 บาท จำนวน 1 เส้น พระเครื่องเลี่ยมทองจำนวน 3 องค์ นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ ฝังเพชร 1 เรือน และ ธนบัตรญี่ปุ่นจำนวน 16,000 เยน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 246,180 บาทของนางสุนันท์ ผู้ตาย ไปโดยทุจริต แล้ว จำเลยได้กักขังหน่วงเหนี่ยว ด.ญ.พิชญา ไว้ในห้องเลขที่ 353/33 บ้านเอื้ออาทร คอนโดมิเนียม ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี แล้วใช้กำลัง กระทำอนาจาร ด.ญ.พิชญา
ส่วนศพ ด.ช.โช มาคิโน่ จำเลย ได้ใช้มีดปังตอสเตนเลส 2 เล่ม หั่นศพเป็น 12 ชิ้น นำไปแยกใส่ถุงพลาสติกสีดำ 5 ใบ เคลื่อนย้ายศพออกจากห้องพักของจำเลย ไปทิ้งไว้ในซอยหมู่บ้านพิมาน แขวงบางละมาด เขตตลิ่งชัน กทม. อันเป็นการซ่อนเร้นศพ เพื่อปิดบังการตาย หรือ เหตุแห่งการตาย ต่อมาวันที่ 12 ต.ค.52 พนักงานสอบสวนพบชิ้นส่วนศพของ ด.ช.โช และ วันที่ 13 ต.ค.52 จำเลยได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมของกลางอาวุธปืน โดยพนักงานสอบสวน ได้ยึดของกลาง เป็นมีดบังตอ ที่ใช้ก่อเหตุ จากห้องพัก รวมถึง ทรัพย์สินของกลาง ที่จำเลยลักทรัพย์เอาไปจากพยานบุคคล ที่จำเลยนำไปฝากไว้ ชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ ในข้อหา พ.ร.บ.อาวุธปืน, ฆ่าและพยายามฆ่าฯ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธปืน และ ซ่อนเร้นทำลายศพ แต่ให้การปฏิเสธ ข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขัง และกระทำอนาจาร เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม


 
 

ราคาน้ำมันวันนี้

อุณหภูมิวันนี้