ปวอ. มาตรา ๑๕๐
            ในกรณีที่ จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ให้ พนักงานสอบสวน แห่งท้องที่ ที่ศพนั้น อยู่กับ แพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ ซึ่ง ได้รับวุฒิบัตร หรือ ได้รับหนังสืออนุมัติ จากแพทยสภา ทำการชันสูตรพลิกศพ โดยเร็ว ถ้า แพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ ดังกล่าว ไม่มี หรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ แพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ ถ้า แพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐ ไม่มี หรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ แพทย์ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่ ถ้า แพทย์ประจำ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ไม่มี หรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ แพทย์ประจำโรงพยาบาลของเอกชน หรือ แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ที่ขึ้นทะเบียน เป็น แพทย์อาสาสมัคร ตามระเบียบของ กระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติหน้าที่ และ ในการปฏิบัติหน้าที่ ดังกล่าว ให้ แพทย์ประจำโรงพยาบาลของเอกชน หรือ แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้นั้น เป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ให้ พนักงานสอบสวน และ แพทย์ดังกล่าว ทำบันทึก รายละเอียด แห่งการชันสูตรพลิกศพ ทันที และ ให้แพทย์ดังกล่าว ทำรายงาน แนบท้ายบันทึก รายละเอียด แห่งการชันสูตรพลิกศพ ด้วยภายใน เจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเรื่อง ถ้า มีความจำเป็น ให้ขยายระยะเวลา ออกไปได้ ไม่เกิน สองครั้ง ครั้งละไม่เกิน สามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุผล และ ความจำเป็น ในการขยายระยะเวลา ทุกครั้ง ไว้ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ และ ในกรณีที่ ความตาย มิได้เป็นผล แห่งการกระทำผิดอาญา ให้ พนักงานสอบสวน ส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพ ไปยัง พนักงานอัยการ เมื่อ เสร็จสิ้นการชันสูตรพลิกศพ โดยเร็ว และ ให้ พนักงานอัยการ ดำเนินการต่อไปตาม มาตรา ๑๕๖
            ให้เป็นหน้าที่ ของ พนักงานสอบสวน แจ้งแก่ ผู้มีหน้าที่ ไปทำการชันสูตรพลิกศพทราบ และ ก่อนการชันสูตรพลิกศพ ให้ พนักงานสอบสวน แจ้งให้ สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือ ญาติ ของผู้ตาย อย่างน้อย หนึ่งคน ทราบเท่าที่จะทำได้
            ในกรณีที่ มีความตายเกิดขึ้น โดยการกระทำ ของพนักงาน ซึ่ง อ้างว่า ปฏิบัติราชการ ตามหน้าที่ หรือ ตายในระหว่าง อยู่ในควบคุม ของเจ้าพนักงาน ซึ่ง อ้างว่า ปฏิบัติราชการ ตามหน้าที่ ให้ พนักงานอัยการ และ พนักงานฝ่ายปกครอง ตำแหน่งระดับ ปลัดอำเภอ หรือ เทียบเท่า ขึ้นไป แห่งท้องที่ ที่ศพนั้น อยู่ เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพ ร่วมกับ พนักงานสอบสวน และ แพทย์ตามวรรคหนึ่ง และ ให้นำบทบัญญัติ ในวรรคสอง มาใช้บังคับ
            *เมื่อได้มี การชันสูตรพลิกศพ ตาม วรรคสาม แล้ว ให้พนักงานสอบสวน แจ้งให้ พนักงานอัยการ เข้าร่วมกับ พนักงานสอบสวน ทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ ให้เสร็จ ภายใน สามสิบวัน นับแต่ วันที่ได้รับแจ้ง ถ้า มีความจำเป็น ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ ไม่เกิน สองครั้ง ครั้งละไม่เกิน สามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุผล และ ความจำเป็นในการขยายระยะเวลา ทุกครั้ง ไว้ใน สำนวนชันสูตรพลิกศพ
            เมื่อ ได้รับสำนวน ชันสูตรพลิกศพแล้ว ให้ พนักงานอัยการ ทำคำร้องขอต่อ ศาลชั้นต้น แห่งท้องที่ ที่ศพนั้นอยู่ เพื่อให้ศาล ทำการไต่สวน และ ทำคำสั่ง แสดงว่า ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และ ถึงเหตุ และ พฤติการณ์ที่ตาย ถ้า ตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่า ใครเป็นผู้กระทำร้าย เท่าที่จะทราบได้ ภายใน สามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับสำนวน ถ้า มีความจำเป็น ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ ไม่เกิน สองครั้ง ครั้งละ ไม่เกิน สามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุผล และ ความจำเป็น ในการขยายระยะเวลา ทุกครั้ง ไว้ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ
            ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามวรรคหนึ่ง วรรคสาม วรรคสี่ และ วรรคห้า ให้ พนักงานสอบสวน ปฏิบัติตามคำสั่ง ของ พนักงานอัยการ
            ในการไต่สวน ตามวรรคห้า ให้ศาลปิดประกาศ แจ้งกำหนด วันที่จะทำการไต่สวน ไว้ที่ศาล และ ให้ พนักงานอัยการ ยื่นคำร้อง ต่อศาล ขอให้ศาลส่งสำเนาคำร้อง และ แจ้งกำหนดวันนัดไต่สวน ให้สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือ ญาติของผู้ตาย ตามลำดับ อย่างน้อย หนึ่งคน เท่าที่จะทำได้ ทราบก่อนวันนัดไต่สวน ไม่น้อยกว่า สิบห้าวัน และ ให้ พนักงานอัยการ นำพยานหลักฐาน ทั้งปวง ที่แสดงถึง การตาย มาสืบ
            เมื่อ ศาลได้ปิดประกาศ แจ้งกำหนด วันที่จะทำการไต่สวนแล้ว และ ก่อนการไต่สวนเสร็จสิ้น สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือ ญาติของผู้ตาย มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อศาล ขอเข้ามาซักถามพยาน ที่ พนักงานอัยการ นำสืบ และนำสืบ พยานหลักฐานอื่น ได้ด้วย เพื่อการนี้ สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือ ญาติของผู้ตาย มีสิทธิแต่งตั้ง ทนายความ ดำเนินการแทนได้ หากไม่มีทนายความ ที่ได้รับการแต่งตั้ง จากบุคคลดังกล่าว เข้ามาในคดี ให้ศาลตั้ง ทนายความ ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ ทนายความฝ่ายญาติผู้ตาย
            เมื่อ ศาลเห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจะเรียก พยานที่นำสืบมาแล้ว มาสืบเพิ่มเติม หรือ เรียกพยานหลักฐานอื่น มาสืบ ก็ได้ และ ศาลอาจขอให้ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ ผู้เชี่ยวชาญ มาให้ความเห็น เพื่อประกอบการไต่สวน และ ทำคำสั่ง แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิ ของผู้นำสืบ พยานหลักฐาน ตามวรรคแปด ที่จะขอให้เรียก ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ ผู้เชี่ยวชาญอื่น มาให้ความเห็นโต้แย้ง หรือ เพิ่มเติมความเห็น ของผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ ผู้เชี่ยวชาญ ดังกล่าว
            คำสั่ง ของศาล ตามมาตรานี้ ให้ถึงที่สุด แต่ไม่กระทบกระเทือนถึง สิทธิฟ้องร้อง และ การพิจารณาพิพากษาคดี ของศาล หาก พนักงานอัยการ หรือ บุคคลอื่น ได้ฟ้อง หรือ จะฟ้องคดี เกี่ยวกับการตายนั้น
            เมื่อ ศาลได้มีคำสั่งแล้ว ให้ส่งสำนวนการไต่สวน ของศาล ไปยัง พนักงานอัยการ เพื่อส่งแก่ พนักงานสอบสวน ดำเนินการต่อไป
            แพทย์ ตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงาน ผู้ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ และ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ศาลขอให้มา ให้ความเห็น ตามมาตรานี้ มีสิทธิได้รับ ค่าตอบแทน หรือ ค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และ ค่าเช่าที่พัก ตาม ระเบียบ ที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด โดยความเห็นชอบของ กระทรวงการคลัง ส่วนทนายความ ที่ศาลตั้ง ตามมาตรานี้ มีสิทธิได้รับ เงินรางวัล และ ค่าใช้จ่าย เช่นเดียวกับ ทนายความ ที่ศาลตั้งตาม มาตรา ๑๗๓


*วรรคสี่ แก้ไขเพิ่มเติม โดย มาตรา ๔ แห่ง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๐

วรรคสี่ เดิม คือ
            เมื่อ ได้มี การชันสูตรพลิกศพ ตาม วรรคสาม แล้ว ให้ พนักงานสอบสวน ทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ แล้วส่งไปยัง พนักงานอัยการ ภายใน สามสิบวัน นับแต่ วันที่ได้ทราบเรื่อง ถ้า มีความจำเป็น ให้ขยายระยะเวลา ออกไปได้ ไม่เกิน สองครั้ง ครั้งละ ไม่เกิน สามสิบวัน แต่ต้องบันทึก เหตุผล และ ความจำเป็น ในการขยายระยะเวลา ทุกครั้ง ไว้ใน สำนวนชันสูตรพลิกศพ