มาตรา ๑๓๕ รัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐
            สภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา มี อำนาจ เลือก สมาชิก ของ แต่ละสภา ตั้งเป็น คณะกรรมาธิการสามัญ และ มีอำนาจ เลือกบุคคล ผู้เป็นสมาชิก หรือ มิได้เป็น สมาชิก ตั้งเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อ กระทำกิจการ พิจารณา สอบสวน หรือ ศึกษาเรื่องใดๆ อันอยู่ใน อำนาจหน้าที่ ของ สภา แล้ว รายงานต่อ สภา มติตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ ดังกล่าว ต้องระบุ กิจการ หรือ เรื่อง ให้ ชัดเจน และ ไม่ ซ้ำ หรือ ซ้อนกัน
            คณะกรรมาธิการ ตาม วรรคหนึ่ง มี อำนาจ ออกคำสั่ง เรียก เอกสาร จาก บุคคล ใด หรือ เรียก บุคคล ใด มาแถลง ข้อเท็จจริง หรือ แสดงความเห็น ในกิจการ ที่กระทำ หรือ ในเรื่อง ที่ พิจารณา สอบสวน หรือ ศึกษาอยู่นั้น ได้ และ ให้ คำสั่งเรียก ดังกล่าว มี ผลบังคับ ตาม ที่กฎหมายบัญญัติ แต่ คำสั่งเรียก เช่นว่านั้น มิให้ใช้บังคับ กับ ผู้พิพากษา หรือ ตุลาการที่ปฏิบัติ ตาม อำนาจหน้าที่ ในกระบวนวิธีพิจารณา พิพากษาอรรถคดี หรือ การบริหารงานบุคคล ของ แต่ละ ศาล และ มิให้ใช้บังคับ กับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือ กรรมการ ใน องค์กรอิสระ ตาม รัฐธรรมนูญ ที่ปฏิบัติ ตาม อำนาจหน้าที่ โดยตรง ในแต่ละ องค์กร ตาม รัฐธรรมนูญ ตาม บทบัญญัติ ใน รัฐธรรมนูญ หรือ ตาม พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี
            ในกรณีที่ บุคคล ตาม วรรคสอง เป็น ข้าราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้าง ของ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น ให้ ประธานคณะกรรมาธิการ แจ้งให้ รัฐมนตรี ซึ่ง บังคับบัญชา หรือ กำกับดูแล หน่วยงาน ที่บุคคล นั้น สังกัด ทราบ และ มีคำสั่งให้ บุคคล นั้น ดำเนินการ ตาม วรรคสอง เว้นแต่ เป็น กรณีที่ เกี่ยวกับ ความปลอดภัย หรือ ประโยชน์สำคัญ ของ แผ่นดิน ให้ถือว่า เป็น เหตุยกเว้น การปฏิบัติ ตาม วรรคสอง
            เอกสิทธิ์ ที่ บัญญัติไว้ ใน มาตรา ๑๓๐ นั้น ให้ คุ้มครอง ถึง บุคคล ผู้กระทำหน้าที่ ตาม มาตรา นี้ ด้วย
            กรรมาธิการสามัญ ซึ่ง ตั้ง จาก ผู้ซึ่ง เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด ต้อง มีจำนวน ตาม หรือ ใกล้เคียง กับ อัตราส่วน ของ จำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของ แต่ละ พรรคการเมือง หรือ กลุ่มพรรคการเมือง ที่มีอยู่ ใน สภาผู้แทนราษฎร
            ในระหว่างที่ ยังไม่มี ข้อบังคับ การประชุม สภาผู้แทนราษฎร ตาม มาตรา ๑๓๔ ให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็น ผู้กำหนด อัตราส่วน ตาม วรรคห้า