มาตรา ๒๑๙ รัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐
            ศาลยุติธรรม มี สามชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และ ศาลฎีกา เว้นแต่ ที่มีบัญญัติไว้ เป็นอย่างอื่น ใน รัฐธรรมนูญนี้ หรือ ตาม กฎหมายอื่น
            ศาลฎีกา มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดี ที่ รัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย บัญญัติให้เสนอต่อ ศาลฎีกา ได้โดยตรง และ คดีที่ อุทธรณ์ หรือ ฎีกา คำพิพากษา หรือ คำสั่ง ของ ศาลชั้นต้น หรือ ศาลอุทธรณ์ ตามที่กฎหมายบัญญัติ เว้นแต่ เป็นกรณีที่ ศาลฎีกา เห็นว่า ข้อกฎหมาย หรือ ข้อเท็จจริง ที่อุทธรณ์หรือฎีกา นั้น จะไม่เป็นสาระ อันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกา มีอำนาจ ไม่รับคดีไว้ พิจารณาพิพากษาได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบ ที่ ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา กำหนด
            ให้ ศาลฎีกา มีอำนาจ พิจารณาและวินิจฉัยคดี ที่เกี่ยวกับ การเลือกตั้ง และ การเพิกถอน สิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ การได้มา ซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา และ ให้ ศาลอุทธรณ์ มีอำนาจ พิจารณาและวินิจฉัย คดีที่เกี่ยวกับ การเลือกตั้ง และ การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่น และ ผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนี้ วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดี ให้เป็นไป ตาม ระเบียบ ที่ ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา กำหนด โดยต้องใช้ ระบบไต่สวน และ เป็นไปโดยรวดเร็ว
            ให้มี แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใน ศาลฎีกา โดย องค์คณะผู้พิพากษา ประกอบด้วย ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่ง ดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือ ผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่ง เคยดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน เก้าคน ซึ่ง ได้รับเลือก โดย ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ และ ให้เลือกเป็นรายคดี
            อำนาจหน้าที่ ของ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ วิธีพิจารณาคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เป็นไป ตามที่บัญญัติไว้ ใน รัฐธรรมนูญนี้ และ ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


วรรคสอง ดูใน พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑